โครงการ สินเชื่อเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรสู่ความยั่งยืน
1. หลักการและเหตุผล
การปรับโครงสร้างการผลิตหรือปรับเปลี่ยนการผลิตจากแบบดั้งเดิมหรือแบบเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่การผลิตรูปแบบใหม่ หรือพัฒนาระบบหรือยกระดับการผลิตที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร นับว่าเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรไทยอีกแนวทางหนึ่ง ธนาคารจึงเห็นควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีการปรับโครงสร้างการผลิตหรือปรับเปลี่ยนการผลิตภาคเกษตร เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน มีการวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อจัดการกระบวนการผลิตและลดความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติ ตลอดจนมีการเลือกผลิตสินค้าเกษตร
ที่มีโอกาสทางการตลาด ร่วมกับการวางแผนและสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงตลาดและผู้บริโภคโดยตรง เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของราคาและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ให้กับภาคเกษตรให้มีความยั่งยืน บนฐาน
ของความรู้และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่
2. คุณสมบัติของผู้กู้
2.1 เป็นเกษตรกร ที่ขอกู้เงินตามข้อบังคับฉบับที่ 44
2.2 เป็นบุคคล หรือผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) หรือวิสาหกิจชุมชน หรือองค์กร
2.3 เป็นกลุ่มเกษตรกร
2.4 เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร
3. วัตถุประสงค์
การกู้เงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและหรือเพื่อเป็นค่าลงทุนในการปรับโครงสร้างการผลิตหรือปรับเปลี่ยนการผลิตจากแบบดั้งเดิมหรือแบบเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่การผลิตรูปแบบใหม่ หรือพัฒนาระบบหรือยกระดับการผลิตที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ผลผลิตการเกษตรหรือสินค้าเกษตร
4. วงเงินกู้ขั้นสูง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร
5. อัตราดอกเบี้ย
5.1 เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับฉบับที่ 44 และบุคคลที่ขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับฉบับที่ 45 ในปีที่ 1 - 3 คิดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตรา MRR – 1 และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป คิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR
5.2 ผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และองค์กรที่ขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับฉบับที่ 45 กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับฉบับที่ 23 และสหกรณ์การเกษตรที่ขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับฉบับที่ 31 ในปีที่ 1 - 3 คิดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตรา MLR – 0.5 และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปคิดดอกเบี้ยในอัตรา MLR
6. ระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้
6.1 กรณีเป็นการกู้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ให้กำหนดชำระหนี้คืนเสร็จไม่เกิน 12 เดือนนับแต่วันกู้ เว้นแต่มีเหตุพิเศษให้ชำระคืนเสร็จไม่เกิน 18 เดือน
6.2 กรณีเป็นการกู้เงินเพื่อเป็นค่าลงทุน ให้กำหนดชำระหนี้คืนเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส หรือราย 6 เดือน หรือรายปี ตามความสามารถในการชำระหนี้และที่มาแห่งรายได้ของลูกค้า โดยให้ชำระหนี้คืนเสร็จไม่เกิน 15 ปีนับแต่วันกู้
7. หลักประกันเงินกู้
7.1 ให้ใช้หลักประกันหนี้เงินกู้เป็นไปตามข้อบังคับและวิธีปฏิบัติปกติของธนาคาร เป็นลำดับแรก
7.2 กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเงินกู้มีอำนาจลดหย่อนหลักประกันได้ ดังนี้
1) กรณีผู้กู้ใช้ที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ ให้กู้ได้ ไม่เกินร้อยละ 100 ของวงเงินจดทะเบียนจำนอง
2) กรณีผู้กู้ใช้หลักประกันประเภทบุคคลตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป ค้ำประกันหนี้เงินกู้ เมื่อรวมกับวงเงินกู้ทุกสัญญาที่ใช้หลักประกันประเภทเดียวกันนี้แล้ว ให้กู้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท
3) กรณีใช้หลักประกันตามข้อ 1) หรือ 2) แล้วไม่เพียงพอ และกรณีที่ธุรกิจนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขของการค้ำประกันกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้สามารถใช้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อตามโครงการได้และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติของธนาคาร
8. เป้าหมายและระยะเวลาการดำเนินโครงการ
8.1 วงเงินให้สินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท
8.2 ระยะเวลาให้เงินกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564
******************************
ช่องทางการติดต่อ
ติดต่อธนาคาร : เวลาทำการ จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 15.30 น.
ที่อยู่ : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เลขที่ 2346 ถนนพหลโยธิน
แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : ธ.ก.ส. Call Center 0-2555-0555 บริการ 24 ชั่วโมง ทุกวัน
ศูนย์บริการลูกค้า 1593 บริการ ในวันและเวลาทำการ
สำนักงานใหญ่ 0-2558-6555


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น